Create an account :
ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ดร.วรภูริ มูลสิน คิดผ่าน ทำผ่าน ชีวิตผ่าน
DR.WORABHURI :: ดูกระทู้ - นายสงกรานต์ เรียงขวัญ
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

นายสงกรานต์ เรียงขวัญ

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    DR.WORABHURI หน้ากระดานข่าวหลัก -> ส่งงานนักศึกษา
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
man
สมาชิกคนใหม่ที่น่ารัก


เข้าร่วมเมื่อ: 02/08/2010
ตอบ: 1362

ตอบตอบ: 07/07/2012 8:36 pm    ชื่อกระทู้: นายสงกรานต์ เรียงขวัญ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

วิเคราะห์นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ผ่านทฤษฎีระบบ (David Eston) และมุมมองของ นิทเช่

นโยบายทางการศึกษาที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้แถลงจะดำเนินการภายในช่วงระยะ ๔ ปีในการดำเนินการบริหารประเทศนั้นมีอยู่หลายด้านด้วยกัน ทั้งนี้ส่วนมากเป็นปัญหาที่จำเป็นและเร่งด่วนในการพัฒนาประเทศทั้งสิ้น เช่นปัญหาเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ การศึกษาของประชาชน และปัญหาอื่นๆ
สำหรับประเทศกำลังพัฒนานั้น สิ่งที่รัฐบาลหรือผู้บริหารประเทศจะละเลยเสียไม่ได้เลยก็คือการให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาแก่เยาว์ชนพลเมืองทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาประเทศในระยะยาว ซึ่งเปรียบได้กับการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน รัฐบาลใดที่มีทัศน์วิสัยที่กว้างไกลมักจะให้ความสำคัญในเรื่องของการศึกษาไม่แพ้เรื่องอื่นๆเช่นกัน
ในส่วนนโยบายทางการศึกษาของรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ฯ นั้นก็ได้มีกำหนดไว้เช่นกันโดยกำหนดไว้ดังนี้
“ นโยบายที่ 15 จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียน เริ่มทดลองดำเนินการโรงเรียนนำร่องระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2555 เร่งการพัฒนาเนื้อหาและหลักสูตรบรรจุลงคอมพิวเตอร์ รวมทั้งจัดระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายมาตรฐาน ให้บริการสถานศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย..”
จากนโยบายดังกล่าวแล้วเมื่อมองโดยผิวเผิน อาจดูเหมือนว่าเป็นนโยบายที่ตัวผู้กำหนดนโยบายเองเจตนาเพื่อใช้ในการพัฒนาระบบการศึกษาภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้เพื่อความสะดวกสบายในการศึกษา แต่นโยบายดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้ได้จริงและเหมาะสมกับตัวเยาว์ชนได้จริงหรือไม่นั้นเป็นปัญหาที่น่าขบคิดเป็นอย่างมากและเป็นประเด็นที่น่าสนใจในการศึกษาและวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมในการปรับใช้นโยบายดังกล่าวต่อไป
ตามนโยบายการศึกษาที่รัฐบาลออกมาในข้างต้นนั้นในสายตาของผู้เขียนยังมีความไม่เหมาะสมหลายประการด้วยกันซึ่งเมื่อวิเคราะห์ผ่านทฤษฎี(David Eston)หรือทฤษฎีระบบแล้วจะเห็นถึงปัญหาต่างๆดังนี้
เมื่อนำทฤษฎีระบบมาใช้วิเคราะห์ถึงนโยบายการศึกษาดังกล่าวแล้วจะเห็นถึงปัญหาและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้ออกนโยบาย ในเริ่มแรกวิเคราะห์นโยบายได้ดังนี้ การนำปัจจัยเข้า หรือ Input คือการจัดหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ดให้แก่โรงเรียนเพื่อให้นักเรียนทดลองใช้ โดยความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเองคิดว่า การที่รัฐบาลจัดหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ดให้แก่นักเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งตามภาวะและวิสัยของเด็กในวัยเช่นนั้น เป็นวัยที่ยังไม่สามารภที่จะเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพด้วยตนเองได้ อีกทั้งยังเป็นวัยที่ต้องได้รับการปลูกฝังในเรื่องการใฝ่รู้ใฝ่เรียนและการปรับตัวเข้ากับสังคม ดังนี้จึงเป็นการไม่สมควรด้วยวัยของเด็กที่จะให้ใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ด ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาป้อนให้กับเยาวชนเร็วเกินไป
กระบวนการ หรือ Process คือสิ่งที่รัฐบาลลงมือดำเนินการเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ตามนโยบายคือการจัดหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ด เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางไปยังประเทศจีนเพื่อสายสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน จากการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีและคณะในครั้งนี้เป็นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศที่มีที่มีการผลิตเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของเอเชีย ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าการเดินทางของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ อาจมีวัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งคือการสั่งซื้อคอมพิวเตอร์แท็บเล็ด ราคาถูกจากจีนอีกประการหนึ่ง นอกเหนือจากการสานสัมพันธ์ไมตรีโดยทั่วไป
วัตถุประสงค์ Out put จากนโยบายการศึกษาดังกล่าวทางรัฐบาลมีความประสงค์ที่จะยกระดับและนำเทคโนโลยีมาใช้กับการศึกษาเพื่อความสะดวกในการเรียนรู้ให้กับเยาว์ชนและประชาชนและเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการเรียนรู้ให้แก้เยาวชนและประชาชนเพิ่มขึ้น
สภาพแวดล้อม Environment คือสภาพของสังคมที่จะดำเนินนโยบายให้ประสบผลสำเร็จ จากนโยบายดังกล่าวสภาพแวดล้อมคือสังคมประเทศไทยและการใช้เทคโนโลยีของเด็กไทย จากการวิเคราะห์ของหลายๆสถาบันที่วิเคราะห์ถึงปัญหาการใช้เทคโนโลยีของเยาวชนไทย ผลปรากฏว่าเยาวชนไทยมีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีที่น่าเป็นห่วงซึ่งจะเห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และข่าวโทรทัศน์ถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายประการ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการด้วยกันและหนึ่งในสาเหตุนั้นคือการที่เยาวชนไม่รู้เท่าทันในการใช้เทคโนโลยีโดยที่ขาดการแนะนำจากครอบครัวหรือครูอาจารย์เมื่อดูจากภาวะและวิสัยของเด็กแล้วย่อมเป็นเรื่องที่ยากที่เด็กจะใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ตามที่รัฐบาลประสงค์ ผู้เขียนเห็นว่าเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 นั้นไม่ควรที่จะป้อนเทคโนโลยีให้มากเกินไปแต่ควรให้ทักษะในการใช้ชีวิตต่างๆ เช่นการปลูกฝังให้รู้จักการรักที่จะเรียนรู้ และการปรับตัวเข้ากับคนอื่นก่อนที่จะให้อยู่กับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ควรดำเนินการก่อนสิ่งอื่น
ผลสะท้อนกลับ Face back จากนโยบายดังกล่าวทำให้รัฐบาลได้รับผลสะท้อนกลับในทางที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากช่วยลดค่าเล่าเรียนของบุตรหลานตน และทำให้มีผลต่อการเลือกตั้งของฝ่ายรัฐบาลในครั้งหน้าอีกด้วย
สรุป:จากการวิเคราะห์นโยบายดังกล่าวโดยใช้ทฤษฎีระบบ จะเห็นว่านโยบายการศึกษาของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรดังกล่าวดูเหมือนจะมีผลดีต่อตัวเยาวชน แต่ทั้งนี้ก็มีผลเสียหากเยาว์ชนใช้ในทางไม่เกิดประโยชน์ ทั้งนี้รัฐบาลยังได้รับคะแนนเสียงที่ดีต่อประชาชนซึ่งจะส่งผลให้ตนได้รับเลือกตั้งให้เป็นรัฐบาลในสมัยต่อไปอีกประการด้วย ซึ่งจากการดำเนินการของรัฐบาลทำให้รัฐบาลมีแต่ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเปรียบเหมือนกับการได้กำไรโดยที่แทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
ในมุมมองของฟริดริค นิทเช่ จากนโยบายของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในนโยบายจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียน นิทเช่ มองเห็นว่าโลกความอยากเป็นทุกข์ ความอยากได้แทบเลตของรัฐบาล เพื่อแจกเด็กนักเรียน เป็นทุกข์ แต่แทนที่จะสอนเหมือนพระพุทธเจ้า เพื่อดับทุกข์ แต่นิทเช่กลับสอนให้คนเราใช้ชีวิตอย่างเต็มไปด้วยการต่อสู่และฝ่าฝันอันตราย มักใหญ่ใฝ่สูง นั้นคือให้เด็กชั้นประถมได้มีแทบเลตใช้ในการเรียนหนังสือ เพื่อสนองตัณหาของตนเอง สิ่งที่มนุษย์ปรารถนานั้นไม่ใช่เกียรติยศ ชื่อเสียง ฐานะทางสังคม และความอยู่รอดอย่างเดียวแต่ยังต้องการมีอำนาจยิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย ในมุมมองของรัฐบาลที่มีนโยบายนี้ออกมา นิตเช่มองว่า เป็นความสุขในการครองอำนาจให้นานที่สุดในความหมายที่ว่าเป็นความสุขอันอุดมที่นักการเมืองปราถนา ไม่ได้มีความสำคัญอยู่ตรงขณะที่ได้รับความเพลิดเพลิน คือ ปราศจากความทุกข์เท่านั้น แต่อยู่ตรงที่มีอำนาจได้ครองอำนาจนั้นอยู่นานๆ ได้อยู่กับการจัดการงบประมาณนาน ๆ อำนาจกับงบประมาณเป็นของคู่กันในสายตานิทเช่
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีขึ้นในเอกภพ เป็นการแสดงออกของพลังดิ้นรนอันเป็นธาตุแท้ของความเป็นจริง ซึ่งนิตเช่เรียกว่าเป็นเจตจำนงที่จะมีอำนาจ (The Will – to – Power) พลังนี้เมื่อแสดงออกเป็นหน่วย ๆ แล้วก็สำแดงฤทธิ์เดชออกให้เห็นว่า ต่างก็ดิ้นรนเพื่อเป็นใหญ่เหนือกันและกัน แต่ทว่าหน่วยต่าง ๆ มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน ส่วนใดเข้มข้นมากกว่าก็จะเอาเปรียบหน่วยที่เข้มข้นน้อยกว่า เช่นพืชเอาเปรียบแร่ธาตุ สัตว์เอาเปรียบแร่ธาตุและพืช มนุษย์เอาเปรียบแร่ธาตุ พืช และสัตว์ ในหมู่มนุษย์ด้วยกันเองก็มีพลังดิ้นรนเข้มข้นไม่เท่ากัน คนที่มีพลังเข้มข้นมากกว่าจะฉลาดกว่าหรือเข้มแข็งมากกว่า และจะเอาเปรียบคนที่โง่กว่าหรืออ่อนแอกว่า รัฐบาลที่มีอำนาจอยู่ในมือย่อมได้เปรียบฝ่ายค้านในการกำหนดนโยบายเพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจนาน ๆ

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    DR.WORABHURI หน้ากระดานข่าวหลัก -> ส่งงานนักศึกษา ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
สถาบันการศึกษาใหนสนใจจะให้บรรยายโปรดติดต่อ  ที่เมล์ drnoppadon@windowslive.com