Create an account :
ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ดร.วรภูริ มูลสิน คิดผ่าน ทำผ่าน ชีวิตผ่าน
DR.WORABHURI :: ดูกระทู้ - ส.ต.ท.หญิง สุวรรณรัตน์ จ้อยมี รุ่น 11
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ส.ต.ท.หญิง สุวรรณรัตน์ จ้อยมี รุ่น 11

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    DR.WORABHURI หน้ากระดานข่าวหลัก -> นักศึกษาปริญญาโท
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
man
สมาชิกคนใหม่ที่น่ารัก


เข้าร่วมเมื่อ: 02/08/2010
ตอบ: 1309

ตอบตอบ: 30/01/2012 8:21 pm    ชื่อกระทู้: ส.ต.ท.หญิง สุวรรณรัตน์ จ้อยมี รุ่น 11 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การวิเคราะห์นโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ จะส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินการคลังของประเทศโดยใช้ TQM
วันนี้แม้โครงการเบี้ยผู้สูงอายุ หรือโครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุจะเรียกคะแนนนิยมจากผู้เฒ่าผู้แก่ได้ไม่ใช่น้อย แต่ข้าพเจ้าเห็นว่ามีหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องทบทวนและหาแนวทางแก้ไขแบบเร่งด่วน อาทิเช่น ระเบียบการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับสิทธิ ไปจนถึงกระบวนการคัดเลือกประเด็นคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับ มีความหมายกว้างมากจนเอื้อให้มีการตีความเข้าข้างตนเอง นอกจากนั้นยังมีคำว่า “หรือ” ก็ทำให้ผู้สูงอายุที่ไม่ใช่ผู้ด้อยโอกาสที่แท้จริงมารับเบี้ยยังชีพ ประเด็นกระบวนการคัดเลือกผู้สูงอายุของ อปท. ในการปฏิบัติจริง แม้จะอิงระเบียบเดียวกัน แต่รูปแบบของการคัดเลือกก็มีความเข้มงวดแตกต่างกันมาก ในการทำงานมีทั้ง อปท.ที่ให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุทุกคนโดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติของแต่ละคน บางพื้นที่ให้ผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยกระจายอำนาจให้ชุมชนเป็นผู้คัดเลือก บางพื้นที่เข้มงวดมากให้ผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ แต่จะมีคณะกรรมการระดับหมู่บ้านและระดับท้องถิ่นเป็นผู้กลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง ความแตกต่างของการตีความระเบียบหรือการคัดเลือกระหว่างพื้นที่นี่เองที่ทำให้การคัดเลือกไม่ตรงเป้า แถมยังก่อให้เกิดปัญหาว่าผู้สูงอายุที่ยากไร้เหมือนกันแต่ได้รับการปฏิบัติไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ด้วย
17 ปี ของการดำเนินโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กฎ เกณฑ์การทำงานถูกปรับเปลี่ยนเพื่ออุดรูรั่วต่างมากมาย แต่ทว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกลับไม่ลดลงเลย โดยเฉพาะเรื่องของการทุจริตกลับมีเสียงร้องเรียนหนาหูขึ้นทุกวันโดยในช่วงที่ผ่านมามีรายงานว่า อบต. หลายแห่งมีการเก็บค่าหัวคิว บางแห่งไม่มีการจ่ายเบี้ยยังชีพติดต่อกันหลายเดือน บางแห่งงบประมาณถูกกันไว้ให้ผู้สูงอายุในเครือข่ายของหัวคะแนนนักการเมือง
ยกตัวอย่าง กรณีที่เป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น กลุ่มคนชราที่ได้รับเบี้ยยังชีพ ต.หนองกง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า อบต.หนองกง ไม่มีความโปร่งใสในการจ่ายเบี้ยยังชีพ เนื่องจากผู้สูงอายุในตำบลหนองกง มีทั้งหมด 600 คน ถูกเรียกเก็บเงินหัวละ 20 บาท จากเงิน 500 บาท หากใครไม่ยอมจ่ายให้เดินทางไปรับเงินเองที่ธนาคาร ซึ่งหากรวมเงิน 20 บาทที่เจ้าหน้าที่ อบต.หนองกง หักจากคนชรา 600 คนจะทำให้ อบต. นั้นมีรายได้ถึงเดือนละ 12,000 บาท รวมเวลาเรียกเก็บกว่า 3 ปีแล้วเป็นเงินมากถึง 432,000 บาท
ในขณะที่พื้นที่อื่นๆ ก็มีปัญหาไม่แตกต่างกันมาก
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ดูเหมือนจะมีปัญหาแฝงอยู่มากมาย แม้วันนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะเดินหน้าต่ออย่างไรในระยะยาว แต่ปัญหาเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ เห็นตรงกันว่าเบี้ยยังชีพผู้สูง
จำนวน 500 บาท นั้นไม่เพียงพอต่อการยังชีพในปัจจุบัน หากรัฐบาลจะดำเนินโครงการนี้ต่อจะต้องแก้กฎกติกาต่างๆ เพื่อให้เบี้ยยังชีพได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากไร้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติผู้
ได้รับเบี้ยยังชีพต้องชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างยุติธรรมควรให้ประชาคมในระดับหมู่บ้านเข้ามาทำงานควบคู่ไปกับคณะกรรมกลั่นกรองเพื่อให้นิยามคำว่า “ยากไร้” คือ ผู้ยากไร้จริงๆ และถ้า
จะให้ดียิ่งขึ้นควรมีระบบตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รับเบี้ยยังชีพและกระบวนการจ่ายเบี้ยยังชีพในแต่ละพื้นที่โดยหน่วยงานที่ใหญ่กว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสกัดกั้นระบบพวกพ้องและเหลือบในพื้นที่ และให้ผู้สูงอายุได้มีกินมีใช้ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างแท้จริง
ข้าพเจ้าเห็นว่า นโยบายดังกล่าวมุ่งเสริมสร้างสุขภาวะและความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นซึ่งดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวนั้น ข้าพเจ้ามองว่า ไม่สามารถที่จะสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนถาวร แก่ผู้สูงอายุได้ ซึ่งสามารถพิจารณาได้ดังนี้
จุดแข็งของโครงการ
1. เป็นการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งจ่ายเงินให้อยู่ในมือประชาชน ให้มีการจับจ่ายใช้สอยกันทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
2. ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำไม่มีรายได้
จุดอ่อนของโครงการ
1. เงินงบประมาณไม่ได้ลงสู่ผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ
โดยหลักการของโครงการแล้ว มุ่งให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีลำบากยากจน แต่ด้วยที่รัฐบาลไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สูงอายุที่จะได้รับช่วยเหลือไว้ ทำให้ผู้สูงอายุทุกคนมีสิทธิได้รับเบี้ยดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีฐานะดีไม่ลำบากขัดสนด้วย ทำให้การดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และหลักการสมควรให้การช่วย
2. ปัญหาในกระบวนการเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ยังมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในกระบวนการจัดการ เช่น จำนวนเงินและระยะเวลาในการโอนเงินไม่แน่นอน การถูกหักเงินเบี้ยยังชีพให้เป็นค่าพาหนะหรือค่าตอบแทนแก่ผู้นำหรือกรรมการที่ไปรับเงินมาให้ การขาดความรู้ความเข้าใจในการเปิดบัญชี ธนาคารในชื่อตนเอง จนส่งผลให้ไม่มีโอกาสตรวจสอบยอดเงินของตนเอง และไม่สามารถคุ้มครองสิทธิตนเองได้ การขาดการติดตามผล ขาดการตรวจสอบถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงาน และการขาดระบบสนับสนุนด้านระบบข้อมูลข่าวสาร
3 ความสามารถในการกระจายบริการและการเข้าถึงบริการของผู้สูงอายุ เน้น การขยายปริมาณผู้รับเบี้ยยังชีพ มากกว่าคำนึงถึง ผลในเชิงคุณภาพ นอกจากนี้จำนวนปริมาณที่ขยายยังเข้าไม่ถึงผู้สูงอายุยากจนที่ยากลำบากอย่างแท้จริง
4 ความพึงพอใจ ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยทุกคนมีความพอใจ แม้เงินที่ได้รับจะน้อยมากจนไม่เพียงพอต่อการยังชีพที่แท้จริงได้ สำหรับผู้สูงอายุยากจนแท้จริงที่ได้รับเบี้ย รู้สึกว่าตนมีหลักประกันมากขึ้น มีเครดิตทางสังคม มีศักดิ์ศรีในตนเองมากขึ้น เงินจำนวนดังกล่าวยังสามารถตอบสนองในเรื่องค่านิยม ความเชื่อและวัฒนธรรมของตน เช่น การเล่นการพนัน การทำบุญตักบาตร ทำกิจกรรมทางศาสนา
5.การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ขาดกระบวนการแสวงหาและระดมการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเกือบทุกระดับ รวมถึงขาดการเสริมสร้างจิตสำนึกสวัสดิการในหมู่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทำให้จิตใจเพื่อการมีส่วนร่วมในชุมชนไม่มีพลัง

6. การพึ่งตนเองและความยั่งยืนของโครงการ รูปแบบบริการ ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้สูงอายุได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เพราะเป็นการให้เชิงสงเคราะห์ โดยไม่มีกระบวนการเสริมพลัง หรือรูปแบบประสานความร่วมมืออื่น ๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการพึ่งตนเองที่ควรจะเป็น ลักษณะบริการ มุ่งเน้นการสงเคราะห์เฉพาะราย เสริมลักษณะปัจเจกมากกว่าการเสริมความเป็นกลุ่มหรือชุมชน
เมื่อรัฐบาลใช้ทฤษฎีกระตุ้นเศรษฐกิจของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ รัฐบาลควรจะมีแนวทางแก้ไข ดังนี้
จะเห็นได้ว่าแนวคิดของเคนส์ เป็นการกระตุ้น (จูงใจให้ลงทุน) ผ่านการใช้สองวิธีรวมกัน คือ การลดอัตราดอกเบี้ย และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นการอัดฉีดรายได้และส่งผลให้มีการใช้จ่ายมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะกระตุ้นให้มีการผลิตและการลงทุนมากขึ้น จนทำให้เกิดรายได้และการใช้จ่ายมากขึ้น และส่งผลวนเวียนต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จึงทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีค่าหลายเท่าของการลงทุนครั้งแรก ซึ่งสามารถนำแนวคิดของเคนส์มาปรับใช้กับนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดังนี้
1. นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุดีแล้ว แต่การให้การช่วยเหลือนั้นควรให้การช่วยเหลือเชิงสงเคราะห์ให้น้อยลง หันมาให้การช่วยเหลือเชิงตอบแทน คือ รัฐควรสร้างนโยบายจัดหางานทำให้แก่ผู้สูงอายุ แล้วมีค่าตอบแทนให้ ทั้งนี้จะเป็นการสร้างคุณค่าในตัวเองแก่ผู้สูงอายุอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และตรงกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย
2. รัฐควรจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมขึ้นในท้องถิ่น เพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุในท้องถิ่นนั้นๆ เพราะผู้สูงอายุไม่ต้องการที่จะไปทำงานนอกบ้าน รัฐต้องจัดตั้งกลุ่มอาชีพให้ผู้สูงอายุมีงานทำ เช่น 1)การแกะเมล็ดข้าวโพด แทนที่จะใช้เครื่องจักร ก็หันมาใช้แรงงานคนจากผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุได้พบปะสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน 2) ผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการที่เกษียณแล้ว ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถดี ก็ให้คนเหล่านี้ไปสอนพิเศษให้แก่เด็กในท้องถิ่นของตน วันละ 2-3 ชั่วโมง โดยให้ค่าจ้างในการสอนแก่ผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุมีรายได้อีกทางหนึ่ง 3) การพับถุงกระดาษ ก็เป็นอาชีพหนึ่งที่จะสร้างอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุได้ไม่มากก็น้อย
กล่าวโดยสรุป นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุดีแล้ว แต่การให้การช่วยเหลือนั้นควรให้การช่วยเหลือเชิงสงเคราะห์ให้น้อยลง หันมาให้การช่วยเหลือเชิงตอบแทน คือ รัฐควรสร้างนโยบายจัดหางานทำให้แก่ผู้สูงอายุ แล้วมีค่าตอบแทนให้ ทั้งนี้จะเป็นการสร้างคุณค่าในตัวเองแก่ผู้สูงอายุอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และตรงกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    DR.WORABHURI หน้ากระดานข่าวหลัก -> นักศึกษาปริญญาโท ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
สถาบันการศึกษาใหนสนใจจะให้บรรยายโปรดติดต่อ  ที่เมล์ drnoppadon@windowslive.com